บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่
วันศุกร์ ที่ 14กุมภาพันธ์ 2562
เวลาเรียน 08:30 - 11:30 น.
อาจารย์กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด
วันนี้พรีเซนต์งาน บทความเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กปฐมวัย
ซึ่งจะพรีเซนต์ตามลำดับของแต่ละคนจากการส่งงานไล่มาจากลำดับท้ายสุดไปลำดับแรก
สรุปบทความ 5 บทความ
นางสาว พลอยไพลิน ขวัญเมือง เลขที่21
10วิธีปรับเด็กดื้อเด็กซน
1. ปรับสิ่งแวดล้อม
ผู้เลี้ยงดูควรปรับสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัยสำหรับเด็ก เพื่อเป็นการป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้น
2.จัดกิจวัตรประจำวันให้สม่ำเสมอ
เช่น จัดตารางการกินการนอนให้เป็นเวลาเพื่อช่วยให้เด็กปรับตัวได้ง่ายขึ้นร่วมมือมากขึ้นในการทำกิจวัตรต่างๆ
3.เบี่ยงเบนความสนใจ
เป็นวิธีที่ได้ผลดีในเด็กเล็ก เพราะเด็กยังมีความสนใจ หรือสมาธิค่อนข้างสั้น จึงสามารถใช้วิธีเบี่ยงเบนให้เด็กหันไปสนใจอย่างอื่นแทน
4. ชี้แนะโดยการบอกหรือสอนให้เด็กรู้ว่าอะไรทำได้หรือทำไม่ได้ และหาทางออกให้เด็กรู้ด้วยว่าควรทำอย่างไรแทน
5. ไม่สนใจหรือเพิกเฉย
ใช้เพื่อหยุดพฤติกรรมที่ไม่ต้องการ โดยที่พฤติกรรมนั้นต้องไม่เป็นอันตรายต่อตัวเด็กเอง ต่อผู้อื่นหรือสิ่งของ เช่น เมื่อเด็กร้องไห้อาละวาดอยู่ที่พื้นเพราะไม่ได้ดั่งใจ ไม่ควรตามใจเด็ก ควร ปล่อยให้เด็กร้องไปเรื่อยๆ และทำเป็นไม่สนใจ แต่อยู่ในสายตาว่าเด็กปลอดภัยดี สักพักเด็กจะหยุดร้องไปเอง เมื่อเด็กหยุดร้องแล้วถึงจะเข้าไปหาเด็ก พูดคุยถึงวิธีแก้ปัญหาหรือชวนทำกิจกรรมอื่นต่อไป แต่ไม่ใช่เข้าไปโอ๋หรือต่อรองกับเด็ก
6. การให้ได้รับผลตามธรรมชาติและการให้รับผิดชอบผลของการกระทำ
จะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองต่อไป เช่น หากเด็กไม่ยอมกินข้าว ก็ต้องปล่อยให้เด็กรู้จักความรู้สึกหิว เด็กจะได้ยอมกินอาหารมื้อต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม หากพฤติกรรมใดที่ก่อให้เกิดผลตามธรรมชาติที่รุนแรง ก็ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้น ต้องหยุดพฤติกรรมนั้นทันที เช่น หากเด็กจะปีนป่ายที่สูงแล้วอาจตกลงมาศีรษะแตกหรือขาหัก เป็นต้น
7. การเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับเด็ก
อย่างที่กล่าวแล้วข้างต้น เด็กวัยนี้ชอบเลียนแบบพฤติกรรมผู้ใหญ่อยู่แล้ว การที่ผู้ใหญ่หรือคนในบ้านแสดงพฤติกรรมที่ดีอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าเด็กอาจจะยังไม่เข้าใจเหตุผลของการกระทำทั้งหมดก็ตาม แต่เด็กจะค่อยๆ เรียนรู้และซึมซับว่าการที่ผู้ใหญ่ทำพฤติกรรมดังกล่าวนั้น เป็นสิ่งที่สมควรทำตามและเป็นที่ยอมรับ เช่น การที่ผู้ใหญ่เล่นกับสัตว์เลี้ยงที่บ้านอย่างนุ่มนวล การพูดคุยในบ้านด้วยถ้อยคำที่สุภาพ การเข้านอนหรือทานอาหารเป็นเวลา เป็นต้น
8. การแยกให้อยู่ตามลำพังชั่วคราว (Time out)
ใช้ได้ผลดีในเด็กอายุประมาณ 2-10 ปี เมื่อเด็กทำพฤติกรรมไม่เหมาะสม ให้เด็กแยกออกมาอยู่ตามลำพังชั่วคราวเพื่อสงบอารมณ์
9. การให้แรงเสริมทางบวก
คือการให้คำชมเชยผ่านทางคำพูดหรือการแสดงออกทางสีหน้า ท่าทาง เช่น การโอบกอด ลูบศีรษะ การชมเด็กควรทำด้วยความจริงใจและเจาะจงกับพฤติกรรมที่เด็กทำด้วย
10. การลงโทษ (Punishment) โดยทั่วไปไม่ควรใช้การลงโทษเป็นวิธีแรกหรือบ่อยๆ เพราะจะทำให้เด็กไม่เข้าใจ เสียความสัมพันธ์ต่อกันได้ ควรเลือกใช้วิธีลงโทษเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่รุนแรง
นางสาววรินทร ต้นโศก
บทความเรื่อง5พฤติกรรมของลูกที่พ่อแม่ควรช่วยปรับเพื่อให้ลูกโตไปอยู่รอดและเป็นคนดี
พฤติกรรมลูก เกิดจากการเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนของพ่อแม่ ที่ต้องการให้เขาเป็นคนแบบไหนในสังคม ซึ่งทุกอย่างเริ่มต้นที่ครอบครัว เพราะสถาบันครอบครัวคือสิ่งที่สำคัญกับเขาตั้งแต่ลืมตา และการเริ่มต้นเร็วตั้งแต่ในวัยเด็ก จะช่วยสร้างพฤติกรรมให้กับเขาได้ดี และสามารถปรับใช้ตามสถาการณ์ในอนาคตได้
1.ถ้าลูกอดทนรอคอยไม่เป็น ลูกก้าวร้าว ลูกอาละวาด
อาจเกิดผลเสียทำให้ลูกมีพฤติกรรมไม่น่ารัก กลายเป็นเด็กเอาแต่ใจ ขี้หงุดหงิด อาละวาด ก้าวร้าว พ่อแม่ควรจะตอบสนองลูกให้ช้าลง เพื่อฝึกการรอคอย เพื่อลูกจะเรียนรู้ว่าเขาไม่ได้อะไรดังใจทุกอย่าง
2.ถ้าลูกสมาธิไม่ดี ลูกสมาธิสั้น
คุณแม่ควรฝึกลูกตั้งแต่เด็กทารกเลย เช่น ระหว่างการให้นมลูก แม่ควรสบสายตากับเขาเพื่อเป็นการสร้างสมาธิ ฝึกโฟกัสสายตา หรือการพูดคุยกับลูกน้อยตั้งแต่แรกเกิดก็ช่วยฝึกสมาธิลูกน้อยได้ดี
3.ถ้าลูกเป็นเด็กไม่เคารพกฎ กติกา
จะทำให้เด็กมีพฤติกรรม กลายเป็นเด็กขี้ โกหก เห็นแก่ตัว มักง่าย ซึ่งพ่อแม่ต้องฝึกเปลี่ยนพฤติกรรมเขาใหม่ เช่น สร้างกฏกติกาภายในบ้าน มีเวลาตื่นและเข้านอน ควรเป็นเวลาที่ทำสม่ำเสมอ หัดให้เขารู้จักพูด “ขอบคุณ” และ “ขอโทษ”
4.ถ้าลูกขาดความรับผิดชอบ
พ่อแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้ลองทำอะไรใหม่ๆฝึกระเบียบวินัยผ่านการช่วยเหลือตัวเอง เช่น แปรงฟัน อาบน้ำ อย่าคาดหวังลูกมากเกินไป เวลาที่ลูกเริ่มทำอะไรใหม่ๆ ให้เวลากับเขาเปิดโอกาสให้เขา คิดได้ด้วยตัวเองหรือลองผิดลองถูก
5.ถ้าลูกขาดความเห็นอกเห็นใจคนอื่น ลูกไม่มีน้ำใจ
จะทำให้เขามีพฤติกรรมต่อต้านสังคม กลายเป็นเด็กที่ไม่มีน้ำใจ อันดับแรกพ่อแม่จะต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในการสอนลูกให้เห็นอกเห็นใจคนอื่น สอนให้เขารู้จักความพอดีในการช่วยเหลือคนอื่นโดยไม่ทำให้ตัวเองลำบากหรือเดือดร้อน เช่น ชวนลูกบริจาคของเล่นที่ไม่ใช้แล้ว เพื่อที่จะสอนเขาว่าของเล่นที่เขาไม่เอาแล้ว นั้นมีประโยชน์ต่อคนอื่นได้เช่นกัน
บทความเรื่อง5พฤติกรรมของลูกที่พ่อแม่ควรช่วยปรับเพื่อให้ลูกโตไปอยู่รอดและเป็นคนดี
พฤติกรรมลูก เกิดจากการเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนของพ่อแม่ ที่ต้องการให้เขาเป็นคนแบบไหนในสังคม ซึ่งทุกอย่างเริ่มต้นที่ครอบครัว เพราะสถาบันครอบครัวคือสิ่งที่สำคัญกับเขาตั้งแต่ลืมตา และการเริ่มต้นเร็วตั้งแต่ในวัยเด็ก จะช่วยสร้างพฤติกรรมให้กับเขาได้ดี และสามารถปรับใช้ตามสถาการณ์ในอนาคตได้
1.ถ้าลูกอดทนรอคอยไม่เป็น ลูกก้าวร้าว ลูกอาละวาด
อาจเกิดผลเสียทำให้ลูกมีพฤติกรรมไม่น่ารัก กลายเป็นเด็กเอาแต่ใจ ขี้หงุดหงิด อาละวาด ก้าวร้าว พ่อแม่ควรจะตอบสนองลูกให้ช้าลง เพื่อฝึกการรอคอย เพื่อลูกจะเรียนรู้ว่าเขาไม่ได้อะไรดังใจทุกอย่าง
2.ถ้าลูกสมาธิไม่ดี ลูกสมาธิสั้น
คุณแม่ควรฝึกลูกตั้งแต่เด็กทารกเลย เช่น ระหว่างการให้นมลูก แม่ควรสบสายตากับเขาเพื่อเป็นการสร้างสมาธิ ฝึกโฟกัสสายตา หรือการพูดคุยกับลูกน้อยตั้งแต่แรกเกิดก็ช่วยฝึกสมาธิลูกน้อยได้ดี
3.ถ้าลูกเป็นเด็กไม่เคารพกฎ กติกา
จะทำให้เด็กมีพฤติกรรม กลายเป็นเด็กขี้ โกหก เห็นแก่ตัว มักง่าย ซึ่งพ่อแม่ต้องฝึกเปลี่ยนพฤติกรรมเขาใหม่ เช่น สร้างกฏกติกาภายในบ้าน มีเวลาตื่นและเข้านอน ควรเป็นเวลาที่ทำสม่ำเสมอ หัดให้เขารู้จักพูด “ขอบคุณ” และ “ขอโทษ”
4.ถ้าลูกขาดความรับผิดชอบ
พ่อแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้ลองทำอะไรใหม่ๆฝึกระเบียบวินัยผ่านการช่วยเหลือตัวเอง เช่น แปรงฟัน อาบน้ำ อย่าคาดหวังลูกมากเกินไป เวลาที่ลูกเริ่มทำอะไรใหม่ๆ ให้เวลากับเขาเปิดโอกาสให้เขา คิดได้ด้วยตัวเองหรือลองผิดลองถูก
5.ถ้าลูกขาดความเห็นอกเห็นใจคนอื่น ลูกไม่มีน้ำใจ
จะทำให้เขามีพฤติกรรมต่อต้านสังคม กลายเป็นเด็กที่ไม่มีน้ำใจ อันดับแรกพ่อแม่จะต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในการสอนลูกให้เห็นอกเห็นใจคนอื่น สอนให้เขารู้จักความพอดีในการช่วยเหลือคนอื่นโดยไม่ทำให้ตัวเองลำบากหรือเดือดร้อน เช่น ชวนลูกบริจาคของเล่นที่ไม่ใช้แล้ว เพื่อที่จะสอนเขาว่าของเล่นที่เขาไม่เอาแล้ว นั้นมีประโยชน์ต่อคนอื่นได้เช่นกัน
นางสาวบรรพตี ทรงประดิษฐ์
บทความเรื่อง " 6 สาเหตุ ลูกไม่ยอมพูด หรือพูดช้า "
1 หูตึงหรือหูหนวก
อาจเป็นแต่กำเนิดหรือเกิดจากการติดเชื้อที่หูชั้นกลางบ่อยๆ หากสงสัยว่าลูกไม่ได้ยินให้พาไปตรวจที่แผนกหู เพื่อการวินิจฉัยและใส่เครื่องช่วยฟัง
2. สมองพิการ
เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น โครโมโซมผิดปกติแต่กำเนิด ภาวะขาดออกซิเจน ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ภาวะตัวเหลืองมากผิดปกติ การติดเชื้อหรือการได้รับอุบัติเหตุที่สมอง การได้รับสารพิษ เช่น สารปรอท สารตะกั่ว ทำให้เด็กมีพัฒนาการช้าทุกๆ ด้าน ส่วนใหญ่แก้ไขให้กลับมาเป็นปกติไม่ได้ แต่ช่วยเหลือให้ดีขึ้นได้ด้วยนักกายภาพบำบัด นักฝึกพูด และนักกระตุ้นพัฒนาการ
3. ขาดการกระตุ้นพัฒนาการที่ถูกต้องตามวัย
เช่น รู้ใจเด็กมากเกินไป ไม่มีคนคอยพูดคุยด้วย อยู่กับพี่เลี้ยงต่างด้าว ดูทีวีหรือติดมือถือ-แท็บเล็ต วิธีแก้ไข คือ งดดูทีวี-มือถือ-แท็บเล็ต ให้พูดคุยและทำกิจกรรมร่วมกับเด็กให้มากขึ้น ฝึกอ่านหนังสือนิทานด้วยกันทุกวัน
4. เป็นบ้านที่มีการพูดหลายภาษา
อาจทำให้เด็กบางคนไม่แน่ใจ เกิดความลังเลในช่วงแรกๆ แต่ภายหลังก็สามารถพูดได้ทั้งหมดทุกภาษา
5. เป็นพันธุกรรม
อาจมีพ่อหรือแม่มีประวัติพูดช้าเช่นเดียวกัน เป็นประเภทม้าตีนปลาย เดี๋ยวพูดได้จะพูดไม่หยุด
6. ภาวะออทิสติก
นอกจากลูกไม่ยอมพูด ก็มักมีความผิดปกติอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ขาดการสบตา ไม่ชอบเล่นกับคนชอบอยู่ในโลกส่วนตัว ชอบทำอะไรซ้ำซากและเป็นการเล่นที่ขาดจินตนาการ แก้ไขโดยการฝึกพูดและฝึกพัฒนาการด้านการสื่อสารกับผู้อื่น
บทความเรื่อง " 6 สาเหตุ ลูกไม่ยอมพูด หรือพูดช้า "
1 หูตึงหรือหูหนวก
อาจเป็นแต่กำเนิดหรือเกิดจากการติดเชื้อที่หูชั้นกลางบ่อยๆ หากสงสัยว่าลูกไม่ได้ยินให้พาไปตรวจที่แผนกหู เพื่อการวินิจฉัยและใส่เครื่องช่วยฟัง
2. สมองพิการ
เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น โครโมโซมผิดปกติแต่กำเนิด ภาวะขาดออกซิเจน ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ภาวะตัวเหลืองมากผิดปกติ การติดเชื้อหรือการได้รับอุบัติเหตุที่สมอง การได้รับสารพิษ เช่น สารปรอท สารตะกั่ว ทำให้เด็กมีพัฒนาการช้าทุกๆ ด้าน ส่วนใหญ่แก้ไขให้กลับมาเป็นปกติไม่ได้ แต่ช่วยเหลือให้ดีขึ้นได้ด้วยนักกายภาพบำบัด นักฝึกพูด และนักกระตุ้นพัฒนาการ
3. ขาดการกระตุ้นพัฒนาการที่ถูกต้องตามวัย
เช่น รู้ใจเด็กมากเกินไป ไม่มีคนคอยพูดคุยด้วย อยู่กับพี่เลี้ยงต่างด้าว ดูทีวีหรือติดมือถือ-แท็บเล็ต วิธีแก้ไข คือ งดดูทีวี-มือถือ-แท็บเล็ต ให้พูดคุยและทำกิจกรรมร่วมกับเด็กให้มากขึ้น ฝึกอ่านหนังสือนิทานด้วยกันทุกวัน
4. เป็นบ้านที่มีการพูดหลายภาษา
อาจทำให้เด็กบางคนไม่แน่ใจ เกิดความลังเลในช่วงแรกๆ แต่ภายหลังก็สามารถพูดได้ทั้งหมดทุกภาษา
5. เป็นพันธุกรรม
อาจมีพ่อหรือแม่มีประวัติพูดช้าเช่นเดียวกัน เป็นประเภทม้าตีนปลาย เดี๋ยวพูดได้จะพูดไม่หยุด
6. ภาวะออทิสติก
นอกจากลูกไม่ยอมพูด ก็มักมีความผิดปกติอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ขาดการสบตา ไม่ชอบเล่นกับคนชอบอยู่ในโลกส่วนตัว ชอบทำอะไรซ้ำซากและเป็นการเล่นที่ขาดจินตนาการ แก้ไขโดยการฝึกพูดและฝึกพัฒนาการด้านการสื่อสารกับผู้อื่น
นางสาวดวงกมล บุญศรี
บทความเรื่อง " 3 เรื่องเล่น การเล่น ของเล่นที่ดีต่อพัฒนาการลูกวัย 4-5 ปี "
1. เล่นกีฬา สร้างกล้ามเนื้อแข็งแรง การเล่นที่ใช้กำลังขา กำลังแขน เช่น เตะฟุตบอล บาสเก็ตบอล วิ่งเล่นกลางแจ้ง ขี่จักรยาน เมื่อลูกได้ออกกำลังกาย กล้ามเนื้อใหญ่แล้วสิ่งที่ควรทำควบคู่ไปด้วยคือการพัฒนากล้ามเนื้อมือและนิ้วมือของลูกให้แข็งแรง หรือจัดกิจกรรมให้ลูกได้วาดภาพ
บทความเรื่อง " 3 เรื่องเล่น การเล่น ของเล่นที่ดีต่อพัฒนาการลูกวัย 4-5 ปี "
1. เล่นกีฬา สร้างกล้ามเนื้อแข็งแรง การเล่นที่ใช้กำลังขา กำลังแขน เช่น เตะฟุตบอล บาสเก็ตบอล วิ่งเล่นกลางแจ้ง ขี่จักรยาน เมื่อลูกได้ออกกำลังกาย กล้ามเนื้อใหญ่แล้วสิ่งที่ควรทำควบคู่ไปด้วยคือการพัฒนากล้ามเนื้อมือและนิ้วมือของลูกให้แข็งแรง หรือจัดกิจกรรมให้ลูกได้วาดภาพ
แนะนำของเล่นฝึกกล้ามเนื้อ : เล่นของเล่นที่ได้โยนหรือส่งต่อเบาๆ เพื่อการเคลื่อนไหวร่างกายทั้งแขนและขา เช่น ลูกบอลยาง ห่วงยาง
2. เล่นดนตรี สร้างสมาธิ กิจกรรมที่ช่วยเรื่องสมาธิ ได้แก่ กิจกรรมทางด้านดนตรี เช่น ฟังดนตรี เล่นเครื่องดนตรี รวมถึงการอ่าน ซึ่งถือเป็นการเล่นที่ได้ทักษะหลายด้าน ทั้งได้พัฒนาทักษะการฟัง การอ่าน การเชื่อมโยงของเรื่องราว โดยเฉพาะการฟังหรือการเล่นดนตรี นอกจากได้พัฒนากล้ามเนื้อแล้ว ยังมีผลต่อการพัฒนาทักษะสมองอีกด้วย
แนะนำของเล่นฝึกสมาธิ : หนังสือนิทานที่มีเรื่องราวเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน ส่วนการเล่นดนตรี หากไม่มีเครื่องดนตรีคุณแม่สามารถชวนลูกฟังเพลง ร้องเต้นไปด้วยกันได้ค่ะ ชวนเขาคุยถึงเนื้อเพลง ทำบ่อยๆ จะช่วยให้เขาจดจ่อกับเพลงที่ฟังมากขึ้น เป็นการฝึกสมาธิไปในตัว
3. เล่นบทบาทสมมติ ริเริ่มสร้างสรรค์ วัยนี้ชอบเล่นอิสระและการเล่นที่ได้ใช้จินตนาการ สนุกกับการเล่นที่ท้าทาย และสามารถทำกิจกรรมกรรมที่ซับซ้อนได้มากขึ้น ลูกวัยนี้จึงชอบเล่นบทบาทสมมติ เช่น เล่นเกี่ยวกับคนในครอบครัว จำลองสถานการณ์บางอย่างที่คุ้นเคย หรือเล่นเลียนแบบอาชีพ เพราะได้ใช้จินตนาการ ได้คิดริเริ่มสร้างสรรค์ด้วยตัวเอง ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทักษะอื่นๆ ในอนาคต
2. เล่นดนตรี สร้างสมาธิ กิจกรรมที่ช่วยเรื่องสมาธิ ได้แก่ กิจกรรมทางด้านดนตรี เช่น ฟังดนตรี เล่นเครื่องดนตรี รวมถึงการอ่าน ซึ่งถือเป็นการเล่นที่ได้ทักษะหลายด้าน ทั้งได้พัฒนาทักษะการฟัง การอ่าน การเชื่อมโยงของเรื่องราว โดยเฉพาะการฟังหรือการเล่นดนตรี นอกจากได้พัฒนากล้ามเนื้อแล้ว ยังมีผลต่อการพัฒนาทักษะสมองอีกด้วย
แนะนำของเล่นฝึกสมาธิ : หนังสือนิทานที่มีเรื่องราวเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน ส่วนการเล่นดนตรี หากไม่มีเครื่องดนตรีคุณแม่สามารถชวนลูกฟังเพลง ร้องเต้นไปด้วยกันได้ค่ะ ชวนเขาคุยถึงเนื้อเพลง ทำบ่อยๆ จะช่วยให้เขาจดจ่อกับเพลงที่ฟังมากขึ้น เป็นการฝึกสมาธิไปในตัว
3. เล่นบทบาทสมมติ ริเริ่มสร้างสรรค์ วัยนี้ชอบเล่นอิสระและการเล่นที่ได้ใช้จินตนาการ สนุกกับการเล่นที่ท้าทาย และสามารถทำกิจกรรมกรรมที่ซับซ้อนได้มากขึ้น ลูกวัยนี้จึงชอบเล่นบทบาทสมมติ เช่น เล่นเกี่ยวกับคนในครอบครัว จำลองสถานการณ์บางอย่างที่คุ้นเคย หรือเล่นเลียนแบบอาชีพ เพราะได้ใช้จินตนาการ ได้คิดริเริ่มสร้างสรรค์ด้วยตัวเอง ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทักษะอื่นๆ ในอนาคต
นางสาวกาญจนา ศรีสุข
การเลี้ยงลูกด้วยอารมณ์มีผลกระทบต่อพฤติกรรมและจิตใจของลูกในระยะยาว ส่งผลให้ลูกมีพฤติกรรมเสี่ยงดังนี้
1. ลูกมีพฤติกรรมก้าวร้าวและขาดความยับยั้งชั่งใจ
ด็กๆ ที่ถูกเลี้ยงดูด้วยอารมณ์ตั้งแต่ขวบแรก จะเริ่มมีพฤติกรรมก้าวร้าวมากขึ้นเมื่อมีอายุครบสองขวบ และมีผลกระทบกับกระบวนการทางความคิดในวัยสามขวบขึ้นไป ส่งผลให้ลูกใช้กำลัง ใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสม รวมไปถึงทำลายข้าวของ
การใช้เหตุผล ลูกในวัย 2-6 ขวบ เป็นช่วงเรียนรู้ระเบียบวินัย ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดที่พ่อแม่สามารถทำได้คือ การแนะนำ อธิบายให้ลูกเรียนรู้ และเข้าใจสิ่งต่างๆ ที่สำคัญคือควรหลีกเลี่ยงการลงโทษลูกด้วยการตี
2. ลูกมีพฤติกรรมชอบรังแกเพื่อนเพราะขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง
เลี้ยงลูกด้วยอารมณ์ในระยะสั้นจะส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึก ทำให้ลูกรู้สึกไม่ปลอดภัยและหวาดกลัว แต่ในระยะยาวส่งผลให้ลูกเลียนแบบพฤติกรรมไม่น่ารัก ด้วยการใช้คำพูดและรังแกเพื่อนหรือคนรอบตัว เพราะรู้สึกไม่มีความมั่นใจในตัวเอง
การใช้เหตุผล สอนและคุยกับลูกด้วยเหตุผล ใช้ถ้อยคำที่นุ่มนวล ชี้ให้เห็นถึงผลลัพธ์ต่างๆ ที่จะตามมาเมื่อลูกมีพฤติกรรมไม่น่ารัก รวมถึงสอนให้ลูกภูมิใจในตัวเอง เพื่อให้ลูกมั่นใจและพยายามหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ไม่ดีกับคนอื่น
3. เป็นต้นเหตุทำลายความผูกพันในครอบครัว
นอกจากการเลี้ยงลูกด้วยอารมณ์จะส่งผลกระทบกับพฤติกรรมและจิตใจของลูกแล้ว ยังส่งผลกับความสัมพันธ์ในครอบครัวด้วย ยกตัวอย่างเช่น เกิดปัญหาทะเลาะวิวาทและใช้ความรุนแรง รวมถึงทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคุณพ่อคุณแม่กับลูกห่างเหิน ทำให้ลูกขาดความใกล้ชิด รู้สึกไม่ได้รับความรัก ความใส่ใจ
การใช้เหตุผล การลงโทษเป็นการควบคุมลูกให้อยู่ในระเบียบ แต่สิ่งที่ลูกรู้สึกคือพ่อแม่กำลังพยายามทำร้าย ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรเปลี่ยนจากการลงโทษมาเป็นวางข้อตกลงและแนะนำลูก ยกตัวอย่างเช่น แทนที่จะพูดว่า “จะต้องให้แม่ พูดอีกกี่ครั้งว่าให้เล่นเบาๆ” เปลี่ยนเป็นบอกลูกว่า “ลูกเล่นแรงไปแล้ว แม่จะให้ลูกหยุดเล่นก่อน เพราะมันอันตราย ถ้าลูกนิ่งแล้วเรามาเล่นกันใหม่”
4. ลูกติดนิสัยโกหก
เพราะการพูดความจริงจะถูกคุณพ่อคุณแม่ลงโทษอย่างรุนแรง ลูกเลยเลือกที่จะโกหกเพื่อปกปิดความผิดที่ทำ เมื่อโกหกบ่อยๆ กลายเป็นนิสัยติดตัว
การใช้เหตุผล สร้างความไว้วางใจให้ลูกและหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่จะเปิดโอกาสให้ลูกโกหก ยกตัวอย่างเช่น เมื่อลูกทำน้ำหกเลอะลงพื้น แทนที่จะพูดว่า “นั่นลูกทำอะไรน่ะ” เปลี่ยนเป็นบอกลูกว่า “แม่เห็นลูกทำน้ำหก ไปหาผ้ามาเช็ดพื้นด้วยนะคะ”
นอกจากนี้พยายามหลีกเลี่ยงการกล่าวโทษหรือลงโทษลูก เช่น ว่าลูกเป็นเด็กเลี้ยงแกะ เป็นจอมโกหก เพราะเป็นการสร้างภาพด้านลบในตัวลูก ส่งผลให้ลูกขาดความมั่นใจ และกลายเป็นเด็กติดนิสัยโกหกขึ้นมาจริงๆ
5. ลูกมีพฤติกรรมไม่เชื่อฟังและต่อต้าน
เด็กที่ถูกเลี้ยงด้วยอารมณ์ส่งผลให้ลูกต่อต้าน อยากเอาชนะ พ่อแม่บอกให้ทำอะไร ก็จะไม่ทำ ยิ่งดื้อ ยิ่งต่อต้านมากขึ้น และใช้อารมณ์มากกว่าฟังเหตุผลของคุณพ่อคุณแม่
การใช้เหตุผล คุณพ่อคุณแม่แสดงให้ลูกเห็นว่าเราเป็นทีมเดียวกัน และให้ลูกรู้สึกเป็นคนสำคัญในการทำสิ่งนั้นจริงๆ ยกตัวอย่างเช่น ตั้งแต่ช่วงเริ่มหัดเดิน คุณพ่อคุณแม่สามารถสื่อสารให้ลูกฟังได้ว่างานที่พ่อแม่ต้องรับผิดชอบมีอะไรบ้าง และเริ่มแจกงานบ้านที่ต้องรับผิดชอบ สิ่งไหนที่ลูกอยากทำ เมื่อทำตามหน้าที่เรียบร้อยแล้ว คุณแม่อาจใช้วิธีขีดเครื่องหมายว่าได้ทำงานตามมอบหมายแล้ว ลูกจะเกิดความภูมิใจและเชื่อฟังคุณพ่อคุณแม่มากขึ้น
6. ลูกเข้าสังคมได้ยากและมีผลการเรียนแย่ลง
ผลกระทบจากการเลี้ยงลูกด้วยอารมณ์ไม่ต่างจากผลกระทบที่เกิดกับลูกที่ถูกทำร้ายร่างกายซ้ำๆ สมองส่วนหน้าที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างการรับรู้ทางสังคม รวมถึงสมองส่วนที่เชื่อมโยงการเรียนรู้ไม่สามารถพัฒนาได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้ลูกเข้าสังคมยาก และมีศักยภาพในการเรียนแย่ลง
การใช้เหตุผล แทนที่คุณพ่อคุณแม่จะใช้อารมณ์กับลูก ลองเปลี่ยนมาหาสาเหตุที่แท้จริงของพฤติกรรมที่ไม่น่ารักของลูก ยกตัวอย่างเช่น ลูกร้องไห้ โวยวาย จริงๆ แล้วลูกอาจจะกำลังหิว หรือนอนไม่พอ คุณพ่อคุณแม่ควรถามและทำท่ารับฟังอย่างตั้งใจ ไม่ใส่อารมณ์ไปตามอารมณ์แปรปรวนของลูก
นอกจากนี้ควรบอกเวลาให้ลูกรู้ตัวล่วงหน้า ยกตัวอย่างเช่น พาลูกไปว่ายน้ำ ควรบอกลูกว่าอีกห้านาที คุณแม่จะกลับบ้านแล้ว เพื่อให้ลูกเตรียมตัวเตรียมใจก่อนกลับบ้าน หรือให้ตัวเลือกกับลูก ยกตัวอย่างเช่น “ลูกอยากว่ายน้ำต่ออีกห้าหรือ สิบนาทีดีนะ”
นางสาวชนิภรณ์ เผ่าเพ็ง เลขที่
บทความเรื่อง "พฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กปฐมวัย"
พฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กปฐมวัยนั้นเกิดขึ้นในเด็กวัย 2-5 ปีเพราะเด็กในวัยนี้นั้นขาดการควบคุมอารมณ์ของตัวเอง หรือพื้นเพของเด็กนั้นเป็นคนเลี้ยงยาก ปรับตัวยาก ปรับตัวยาก จึงทำให้เด็กนั้นมีความคับข้องใจและแสดงออกโดยการอาละวาดและอาจแสดงวาจากิริยาก้าวร้าวได้ ซึ่งสาเหตุของการเกิดพฤติกรรมก้าวร้าวอาจมาจาก
1.สาเหตุทางชีวภาพ อาจเกิดจากการภ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่นการที่พ่อแม่มีอารมณ์ร้าย ดุ ฉุนเฉียวง่าย จึงอาจจะส่งผลถึงลูกได้
2. สภาพจิตใจของเด็ก เด็กไม่มีความสุข เศร้า กังวล ขี้ตื่นเต้น ตกใจง่าย เด็กที่คับข้องใจบ่อย ๆ และถูกกดดันเสมอ ๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้เด็กหงุดหงิดและอาจแสดงวาจากิริยาก้าวร้าวได้
3. การเลี้ยงดูภายในครอบครัว
- การทอดทิ้งไม่เอาใจใส่ดูแลเด็ก
- การลงโทษรุนแรง
- การตามใจและยอมตามเด็กเสมอ
- การทะเลาะกันภายในครอบครัว
- การยั่วยุอารมณ์ให้เด็กโกรธ
- การขาดระเบียบวินัยในชีวิต
- การที่เด็กทำผิดแล้วผู้ใหญ่ให้ท้าย
- การสื่อความหมายไม่ชัดเจน ทำให้เด็กสับสน กังวล ไม่รู้จักความผิดที่แน่นอน
4. จากสภาพสังคม สิ่งแวดล้อม เด็กได้ดูสื่อต่างๆที่มีความรุนแรงทางสังคม การรับรู้ถึงท่าที ทัศนคติที่ไม่ดีของคนรอบข้างสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวกระตุ้นและเร้าให้เด็กนั้นเลียนแบบพฤติกรรมที่ได้เห็นมา
วิธีป้องกันและแก้ไข
1. ผู้ใหญ่ต้องหยุดการกระทำอันก้าวร้าวของเด็กโดยทันที และต้องไม่ตอบโต้ด้วยความรุนแรง อาจจะควบคุมพฤติกรรมของเด็กด้วยการรวบมือและรวบตัวของเขา และบอกว่าทำสิ่งนั้นไม่ได้
2. แนะนำทางออกอื่นให้เด็ก เช่น เมื่อเด็กโกรธกันขึ้นมา ก็สามารถเดินมาบอกผู้ใหญ่ให้ว่ากล่าวคู่กรณีได้ แต่ตีกันไม่ได้
3. ไม่ควรตอบตกลง หรือต่อรองกันในขณะที่เด็กมีอารมณ์หรือพฤติกรรมก้าวร้าว เพื่อให้เด็กเรียนรู้ว่า ผู้ใหญ่จะตอบสนองความต้องการของเขา เฉพาะในช่วงที่อารมณ์สงบ และมีพฤติกรรมที่เหมาะสมเท่านั้น
5. การลงโทษเด็กไม่ควรใช้ความรุนแรง อาจใช้วิธีแยกเด็กอยู่ตามลำพังระยะหนึ่ง โดยมีการสื่อให้เด็กเข้าใจว่า การรบกวนผู้อื่นเป็นสิ่งไม่สมควร เมื่อสงบแล้วค่อยมาพูดจากันใหม่
6. ฝึกให้เด็กรับผิดชอบต่อการกระทำที่ไม่เหมาะสมของตนเอง เช่น ซ่อมแซมของที่ชำรุดเสียหาย โดยพิจารณาตามความเหมาะสม
7. หลีกเลี่ยงการตำหนิ ต่อว่า เปรียบเทียบ ให้เด็กรู้สึกเป็นปมด้อย
พฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กปฐมวัยนั้นเกิดขึ้นในเด็กวัย 2-5 ปีเพราะเด็กในวัยนี้นั้นขาดการควบคุมอารมณ์ของตัวเอง หรือพื้นเพของเด็กนั้นเป็นคนเลี้ยงยาก ปรับตัวยาก ปรับตัวยาก จึงทำให้เด็กนั้นมีความคับข้องใจและแสดงออกโดยการอาละวาดและอาจแสดงวาจากิริยาก้าวร้าวได้ ซึ่งสาเหตุของการเกิดพฤติกรรมก้าวร้าวอาจมาจาก
1.สาเหตุทางชีวภาพ อาจเกิดจากการภ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่นการที่พ่อแม่มีอารมณ์ร้าย ดุ ฉุนเฉียวง่าย จึงอาจจะส่งผลถึงลูกได้
2. สภาพจิตใจของเด็ก เด็กไม่มีความสุข เศร้า กังวล ขี้ตื่นเต้น ตกใจง่าย เด็กที่คับข้องใจบ่อย ๆ และถูกกดดันเสมอ ๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้เด็กหงุดหงิดและอาจแสดงวาจากิริยาก้าวร้าวได้
3. การเลี้ยงดูภายในครอบครัว
- การทอดทิ้งไม่เอาใจใส่ดูแลเด็ก
- การลงโทษรุนแรง
- การตามใจและยอมตามเด็กเสมอ
- การทะเลาะกันภายในครอบครัว
- การยั่วยุอารมณ์ให้เด็กโกรธ
- การขาดระเบียบวินัยในชีวิต
- การที่เด็กทำผิดแล้วผู้ใหญ่ให้ท้าย
- การสื่อความหมายไม่ชัดเจน ทำให้เด็กสับสน กังวล ไม่รู้จักความผิดที่แน่นอน
4. จากสภาพสังคม สิ่งแวดล้อม เด็กได้ดูสื่อต่างๆที่มีความรุนแรงทางสังคม การรับรู้ถึงท่าที ทัศนคติที่ไม่ดีของคนรอบข้างสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวกระตุ้นและเร้าให้เด็กนั้นเลียนแบบพฤติกรรมที่ได้เห็นมา
วิธีป้องกันและแก้ไข
1. ผู้ใหญ่ต้องหยุดการกระทำอันก้าวร้าวของเด็กโดยทันที และต้องไม่ตอบโต้ด้วยความรุนแรง อาจจะควบคุมพฤติกรรมของเด็กด้วยการรวบมือและรวบตัวของเขา และบอกว่าทำสิ่งนั้นไม่ได้
2. แนะนำทางออกอื่นให้เด็ก เช่น เมื่อเด็กโกรธกันขึ้นมา ก็สามารถเดินมาบอกผู้ใหญ่ให้ว่ากล่าวคู่กรณีได้ แต่ตีกันไม่ได้
3. ไม่ควรตอบตกลง หรือต่อรองกันในขณะที่เด็กมีอารมณ์หรือพฤติกรรมก้าวร้าว เพื่อให้เด็กเรียนรู้ว่า ผู้ใหญ่จะตอบสนองความต้องการของเขา เฉพาะในช่วงที่อารมณ์สงบ และมีพฤติกรรมที่เหมาะสมเท่านั้น
5. การลงโทษเด็กไม่ควรใช้ความรุนแรง อาจใช้วิธีแยกเด็กอยู่ตามลำพังระยะหนึ่ง โดยมีการสื่อให้เด็กเข้าใจว่า การรบกวนผู้อื่นเป็นสิ่งไม่สมควร เมื่อสงบแล้วค่อยมาพูดจากันใหม่
6. ฝึกให้เด็กรับผิดชอบต่อการกระทำที่ไม่เหมาะสมของตนเอง เช่น ซ่อมแซมของที่ชำรุดเสียหาย โดยพิจารณาตามความเหมาะสม
7. หลีกเลี่ยงการตำหนิ ต่อว่า เปรียบเทียบ ให้เด็กรู้สึกเป็นปมด้อย
ประเมินตนเอง :ตั้งใจนำเสนอบทความ ตั้งใจฟังเพื่อน
ประเมินอาจารย์ :เป็นกันเอง สอนสนุก
ประเมินเพื่อน :ตั้งใจฟังเพื่อนนำเสนอบทความ


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น