วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2563

ครั้งที่6

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 
วันศุกร์ ที่ 14กุมภาพันธ์ 2562 เวลาเรียน 08:30 - 11:30 น.
  อาจารย์กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด

 วันนี้พรีเซนต์งาน บทความเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กปฐมวัย 
ซึ่งจะพรีเซนต์ตามลำดับของแต่ละคนจากการส่งงานไล่มาจากลำดับท้ายสุดไปลำดับแรก



สรุปบทความ 5 บทความ
นางสาว พลอยไพลิน ขวัญเมือง เลขที่21

10วิธีปรับเด็กดื้อเด็กซน
1. ปรับสิ่งแวดล้อม 
ผู้เลี้ยงดูควรปรับสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัยสำหรับเด็ก เพื่อเป็นการป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้น
2.จัดกิจวัตรประจำวันให้สม่ำเสมอ
เช่น จัดตารางการกินการนอนให้เป็นเวลาเพื่อช่วยให้เด็กปรับตัวได้ง่ายขึ้นร่วมมือมากขึ้นในการทำกิจวัตรต่างๆ
3.เบี่ยงเบนความสนใจ
ป็นวิธีที่ได้ผลดีในเด็กเล็ก เพราะเด็กยังมีความสนใจ หรือสมาธิค่อนข้างสั้น จึงสามารถใช้วิธีเบี่ยงเบนให้เด็กหันไปสนใจอย่างอื่นแทน 
4. ชี้แนะโดยการบอกหรือสอนให้เด็กรู้ว่าอะไรทำได้หรือทำไม่ได้ และหาทางออกให้เด็กรู้ด้วยว่าควรทำอย่างไรแทน

5. ไม่สนใจหรือเพิกเฉย 
ใช้เพื่อหยุดพฤติกรรมที่ไม่ต้องการ โดยที่พฤติกรรมนั้นต้องไม่เป็นอันตรายต่อตัวเด็กเอง ต่อผู้อื่นหรือสิ่งของ เช่น เมื่อเด็กร้องไห้อาละวาดอยู่ที่พื้นเพราะไม่ได้ดั่งใจ ไม่ควรตามใจเด็ก ควร ปล่อยให้เด็กร้องไปเรื่อยๆ และทำเป็นไม่สนใจ แต่อยู่ในสายตาว่าเด็กปลอดภัยดี สักพักเด็กจะหยุดร้องไปเอง เมื่อเด็กหยุดร้องแล้วถึงจะเข้าไปหาเด็ก พูดคุยถึงวิธีแก้ปัญหาหรือชวนทำกิจกรรมอื่นต่อไป แต่ไม่ใช่เข้าไปโอ๋หรือต่อรองกับเด็ก
6. การให้ได้รับผลตามธรรมชาติและการให้รับผิดชอบผลของการกระทำ 
จะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองต่อไป เช่น หากเด็กไม่ยอมกินข้าว ก็ต้องปล่อยให้เด็กรู้จักความรู้สึกหิว เด็กจะได้ยอมกินอาหารมื้อต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม หากพฤติกรรมใดที่ก่อให้เกิดผลตามธรรมชาติที่รุนแรง ก็ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้น ต้องหยุดพฤติกรรมนั้นทันที เช่น หากเด็กจะปีนป่ายที่สูงแล้วอาจตกลงมาศีรษะแตกหรือขาหัก เป็นต้น
7. การเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับเด็ก
 อย่างที่กล่าวแล้วข้างต้น เด็กวัยนี้ชอบเลียนแบบพฤติกรรมผู้ใหญ่อยู่แล้ว การที่ผู้ใหญ่หรือคนในบ้านแสดงพฤติกรรมที่ดีอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าเด็กอาจจะยังไม่เข้าใจเหตุผลของการกระทำทั้งหมดก็ตาม แต่เด็กจะค่อยๆ เรียนรู้และซึมซับว่าการที่ผู้ใหญ่ทำพฤติกรรมดังกล่าวนั้น เป็นสิ่งที่สมควรทำตามและเป็นที่ยอมรับ เช่น การที่ผู้ใหญ่เล่นกับสัตว์เลี้ยงที่บ้านอย่างนุ่มนวล การพูดคุยในบ้านด้วยถ้อยคำที่สุภาพ การเข้านอนหรือทานอาหารเป็นเวลา เป็นต้น
8. การแยกให้อยู่ตามลำพังชั่วคราว (Time out) 
ใช้ได้ผลดีในเด็กอายุประมาณ 2-10 ปี เมื่อเด็กทำพฤติกรรมไม่เหมาะสม ให้เด็กแยกออกมาอยู่ตามลำพังชั่วคราวเพื่อสงบอารมณ์
9. การให้แรงเสริมทางบวก
 คือการให้คำชมเชยผ่านทางคำพูดหรือการแสดงออกทางสีหน้า ท่าทาง เช่น การโอบกอด ลูบศีรษะ การชมเด็กควรทำด้วยความจริงใจและเจาะจงกับพฤติกรรมที่เด็กทำด้วย
10. การลงโทษ (Punishment) โดยทั่วไปไม่ควรใช้การลงโทษเป็นวิธีแรกหรือบ่อยๆ เพราะจะทำให้เด็กไม่เข้าใจ เสียความสัมพันธ์ต่อกันได้ ควรเลือกใช้วิธีลงโทษเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่รุนแรง 

นางสาววรินทร ต้นโศก 
บทความเรื่อง5พฤติกรรมของลูกที่พ่อแม่ควรช่วยปรับเพื่อให้ลูกโตไปอยู่รอดและเป็นคนดี 

 พฤติกรรมลูก เกิดจากการเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนของพ่อแม่ ที่ต้องการให้เขาเป็นคนแบบไหนในสังคม  ซึ่งทุกอย่างเริ่มต้นที่ครอบครัว เพราะสถาบันครอบครัวคือสิ่งที่สำคัญกับเขาตั้งแต่ลืมตา และการเริ่มต้นเร็วตั้งแต่ในวัยเด็ก จะช่วยสร้างพฤติกรรมให้กับเขาได้ดี และสามารถปรับใช้ตามสถาการณ์ในอนาคตได้

1.ถ้าลูกอดทนรอคอยไม่เป็น ลูกก้าวร้าว ลูกอาละวาด
อาจเกิดผลเสียทำให้ลูกมีพฤติกรรมไม่น่ารัก กลายเป็นเด็กเอาแต่ใจ ขี้หงุดหงิด อาละวาด ก้าวร้าว พ่อแม่ควรจะตอบสนองลูกให้ช้าลง เพื่อฝึกการรอคอย เพื่อลูกจะเรียนรู้ว่าเขาไม่ได้อะไรดังใจทุกอย่าง

2.ถ้าลูกสมาธิไม่ดี ลูกสมาธิสั้น
คุณแม่ควรฝึกลูกตั้งแต่เด็กทารกเลย เช่น ระหว่างการให้นมลูก แม่ควรสบสายตากับเขาเพื่อเป็นการสร้างสมาธิ ฝึกโฟกัสสายตา หรือการพูดคุยกับลูกน้อยตั้งแต่แรกเกิดก็ช่วยฝึกสมาธิลูกน้อยได้ดี

3.ถ้าลูกเป็นเด็กไม่เคารพกฎ กติกา
จะทำให้เด็กมีพฤติกรรม กลายเป็นเด็กขี้ โกหก  เห็นแก่ตัว  มักง่าย  ซึ่งพ่อแม่ต้องฝึกเปลี่ยนพฤติกรรมเขาใหม่ เช่น  สร้างกฏกติกาภายในบ้าน มีเวลาตื่นและเข้านอน ควรเป็นเวลาที่ทำสม่ำเสมอ หัดให้เขารู้จักพูด “ขอบคุณ” และ “ขอโทษ”

4.ถ้าลูกขาดความรับผิดชอบ           
พ่อแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้ลองทำอะไรใหม่ๆฝึกระเบียบวินัยผ่านการช่วยเหลือตัวเอง  เช่น แปรงฟัน อาบน้ำ  อย่าคาดหวังลูกมากเกินไป เวลาที่ลูกเริ่มทำอะไรใหม่ๆ ให้เวลากับเขาเปิดโอกาสให้เขา  คิดได้ด้วยตัวเองหรือลองผิดลองถูก

 5.ถ้าลูกขาดความเห็นอกเห็นใจคนอื่น ลูกไม่มีน้ำใจ
จะทำให้เขามีพฤติกรรมต่อต้านสังคม  กลายเป็นเด็กที่ไม่มีน้ำใจ  อันดับแรกพ่อแม่จะต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในการสอนลูกให้เห็นอกเห็นใจคนอื่น  สอนให้เขารู้จักความพอดีในการช่วยเหลือคนอื่นโดยไม่ทำให้ตัวเองลำบากหรือเดือดร้อน  เช่น ชวนลูกบริจาคของเล่นที่ไม่ใช้แล้ว เพื่อที่จะสอนเขาว่าของเล่นที่เขาไม่เอาแล้ว นั้นมีประโยชน์ต่อคนอื่นได้เช่นกัน

นางสาวบรรพตี ทรงประดิษฐ์ 
บทความเรื่อง " 6 สาเหตุ ลูกไม่ยอมพูด หรือพูดช้า "
 1 หูตึงหรือหูหนวก
 
อาจเป็นแต่กำเนิดหรือเกิดจากการติดเชื้อที่หูชั้นกลางบ่อยๆ หากสงสัยว่าลูกไม่ได้ยินให้พาไปตรวจที่แผนกหู เพื่อการวินิจฉัยและใส่เครื่องช่วยฟัง
 2. สมองพิการ
เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น โครโมโซมผิดปกติแต่กำเนิด ภาวะขาดออกซิเจน ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ภาวะตัวเหลืองมากผิดปกติ การติดเชื้อหรือการได้รับอุบัติเหตุที่สมอง การได้รับสารพิษ เช่น สารปรอท สารตะกั่ว ทำให้เด็กมีพัฒนาการช้าทุกๆ ด้าน ส่วนใหญ่แก้ไขให้กลับมาเป็นปกติไม่ได้ แต่ช่วยเหลือให้ดีขึ้นได้ด้วยนักกายภาพบำบัด นักฝึกพูด และนักกระตุ้นพัฒนาการ
 3. ขาดการกระตุ้นพัฒนาการที่ถูกต้องตามวัย
เช่น รู้ใจเด็กมากเกินไป ไม่มีคนคอยพูดคุยด้วย อยู่กับพี่เลี้ยงต่างด้าว ดูทีวีหรือติดมือถือ-แท็บเล็ต วิธีแก้ไข คือ งดดูทีวี-มือถือ-แท็บเล็ต ให้พูดคุยและทำกิจกรรมร่วมกับเด็กให้มากขึ้น ฝึกอ่านหนังสือนิทานด้วยกันทุกวัน
 4. เป็นบ้านที่มีการพูดหลายภาษา
อาจทำให้เด็กบางคนไม่แน่ใจ เกิดความลังเลในช่วงแรกๆ แต่ภายหลังก็สามารถพูดได้ทั้งหมดทุกภาษา
 5. เป็นพันธุกรรม
อาจมีพ่อหรือแม่มีประวัติพูดช้าเช่นเดียวกัน เป็นประเภทม้าตีนปลาย เดี๋ยวพูดได้จะพูดไม่หยุด
 6. ภาวะออทิสติก
นอกจากลูกไม่ยอมพูด ก็มักมีความผิดปกติอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ขาดการสบตา ไม่ชอบเล่นกับคนชอบอยู่ในโลกส่วนตัว ชอบทำอะไรซ้ำซากและเป็นการเล่นที่ขาดจินตนาการ แก้ไขโดยการฝึกพูดและฝึกพัฒนาการด้านการสื่อสารกับผู้อื่น

นางสาวดวงกมล บุญศรี 
บทความเรื่อง " 3 เรื่องเล่น การเล่น ของเล่นที่ดีต่อพัฒนาการลูกวัย 4-5 ปี "
         1. เล่นกีฬา สร้างกล้ามเนื้อแข็งแรง การเล่นที่ใช้กำลังขา กำลังแขน เช่น เตะฟุตบอล บาสเก็ตบอล วิ่งเล่นกลางแจ้ง ขี่จักรยาน  เมื่อลูกได้ออกกำลังกาย กล้ามเนื้อใหญ่แล้วสิ่งที่ควรทำควบคู่ไปด้วยคือการพัฒนากล้ามเนื้อมือและนิ้วมือของลูกให้แข็งแรง หรือจัดกิจกรรมให้ลูกได้วาดภาพ
แนะนำของเล่นฝึกกล้ามเนื้อ : เล่นของเล่นที่ได้โยนหรือส่งต่อเบาๆ เพื่อการเคลื่อนไหวร่างกายทั้งแขนและขา เช่น ลูกบอลยาง ห่วงยาง
 2. เล่นดนตรี สร้างสมาธิ  กิจกรรมที่ช่วยเรื่องสมาธิ ได้แก่ กิจกรรมทางด้านดนตรี เช่น ฟังดนตรี เล่นเครื่องดนตรี รวมถึงการอ่าน ซึ่งถือเป็นการเล่นที่ได้ทักษะหลายด้าน ทั้งได้พัฒนาทักษะการฟัง การอ่าน การเชื่อมโยงของเรื่องราว โดยเฉพาะการฟังหรือการเล่นดนตรี นอกจากได้พัฒนากล้ามเนื้อแล้ว ยังมีผลต่อการพัฒนาทักษะสมองอีกด้วย
 แนะนำของเล่นฝึกสมาธิ : หนังสือนิทานที่มีเรื่องราวเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน   ส่วนการเล่นดนตรี หากไม่มีเครื่องดนตรีคุณแม่สามารถชวนลูกฟังเพลง ร้องเต้นไปด้วยกันได้ค่ะ ชวนเขาคุยถึงเนื้อเพลง ทำบ่อยๆ จะช่วยให้เขาจดจ่อกับเพลงที่ฟังมากขึ้น เป็นการฝึกสมาธิไปในตัว
 3. เล่นบทบาทสมมติ ริเริ่มสร้างสรรค์ วัยนี้ชอบเล่นอิสระและการเล่นที่ได้ใช้จินตนาการ สนุกกับการเล่นที่ท้าทาย และสามารถทำกิจกรรมกรรมที่ซับซ้อนได้มากขึ้น ลูกวัยนี้จึงชอบเล่นบทบาทสมมติ เช่น เล่นเกี่ยวกับคนในครอบครัว จำลองสถานการณ์บางอย่างที่คุ้นเคย หรือเล่นเลียนแบบอาชีพ เพราะได้ใช้จินตนาการ ได้คิดริเริ่มสร้างสรรค์ด้วยตัวเอง ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทักษะอื่นๆ ในอนาคต

นางสาวกาญจนา ศรีสุข
การเลี้ยงลูกด้วยอารมณ์มีผลกระทบต่อพฤติกรรมและจิตใจของลูกในระยะยาว ส่งผลให้ลูกมีพฤติกรรมเสี่ยงดังนี้
1. ลูกมีพฤติกรรมก้าวร้าวและขาดความยับยั้งชั่งใจ


ด็กๆ ที่ถูกเลี้ยงดูด้วยอารมณ์ตั้งแต่ขวบแรก จะเริ่มมีพฤติกรรมก้าวร้าวมากขึ้นเมื่อมีอายุครบสองขวบ และมีผลกระทบกับกระบวนการทางความคิดในวัยสามขวบขึ้นไป ส่งผลให้ลูกใช้กำลัง ใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสม รวมไปถึงทำลายข้าวของ
การใช้เหตุผล ลูกในวัย 2-6 ขวบ เป็นช่วงเรียนรู้ระเบียบวินัย ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดที่พ่อแม่สามารถทำได้คือ การแนะนำ อธิบายให้ลูกเรียนรู้ และเข้าใจสิ่งต่างๆ ที่สำคัญคือควรหลีกเลี่ยงการลงโทษลูกด้วยการตี
2. ลูกมีพฤติกรรมชอบรังแกเพื่อนเพราะขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง
เลี้ยงลูกด้วยอารมณ์ในระยะสั้นจะส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึก ทำให้ลูกรู้สึกไม่ปลอดภัยและหวาดกลัว แต่ในระยะยาวส่งผลให้ลูกเลียนแบบพฤติกรรมไม่น่ารัก ด้วยการใช้คำพูดและรังแกเพื่อนหรือคนรอบตัว เพราะรู้สึกไม่มีความมั่นใจในตัวเอง
การใช้เหตุผล สอนและคุยกับลูกด้วยเหตุผล ใช้ถ้อยคำที่นุ่มนวล ชี้ให้เห็นถึงผลลัพธ์ต่างๆ ที่จะตามมาเมื่อลูกมีพฤติกรรมไม่น่ารัก รวมถึงสอนให้ลูกภูมิใจในตัวเอง เพื่อให้ลูกมั่นใจและพยายามหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ไม่ดีกับคนอื่น
3. เป็นต้นเหตุทำลายความผูกพันในครอบครั
นอกจากการเลี้ยงลูกด้วยอารมณ์จะส่งผลกระทบกับพฤติกรรมและจิตใจของลูกแล้ว ยังส่งผลกับความสัมพันธ์ในครอบครัวด้วย ยกตัวอย่างเช่น เกิดปัญหาทะเลาะวิวาทและใช้ความรุนแรง รวมถึงทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคุณพ่อคุณแม่กับลูกห่างเหิน ทำให้ลูกขาดความใกล้ชิด รู้สึกไม่ได้รับความรัก ความใส่ใจ
การใช้เหตุผล การลงโทษเป็นการควบคุมลูกให้อยู่ในระเบียบ แต่สิ่งที่ลูกรู้สึกคือพ่อแม่กำลังพยายามทำร้าย ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรเปลี่ยนจากการลงโทษมาเป็นวางข้อตกลงและแนะนำลูก ยกตัวอย่างเช่น แทนที่จะพูดว่า “จะต้องให้แม่ พูดอีกกี่ครั้งว่าให้เล่นเบาๆ” เปลี่ยนเป็นบอกลูกว่า “ลูกเล่นแรงไปแล้ว แม่จะให้ลูกหยุดเล่นก่อน เพราะมันอันตราย ถ้าลูกนิ่งแล้วเรามาเล่นกันใหม่”
4. ลูกติดนิสัยโกหก
เพราะการพูดความจริงจะถูกคุณพ่อคุณแม่ลงโทษอย่างรุนแรง ลูกเลยเลือกที่จะโกหกเพื่อปกปิดความผิดที่ทำ เมื่อโกหกบ่อยๆ กลายเป็นนิสัยติดตัว
การใช้เหตุผล สร้างความไว้วางใจให้ลูกและหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่จะเปิดโอกาสให้ลูกโกหก ยกตัวอย่างเช่น เมื่อลูกทำน้ำหกเลอะลงพื้น แทนที่จะพูดว่า “นั่นลูกทำอะไรน่ะ” เปลี่ยนเป็นบอกลูกว่า “แม่เห็นลูกทำน้ำหก ไปหาผ้ามาเช็ดพื้นด้วยนะคะ”
นอกจากนี้พยายามหลีกเลี่ยงการกล่าวโทษหรือลงโทษลูก เช่น ว่าลูกเป็นเด็กเลี้ยงแกะ เป็นจอมโกหก เพราะเป็นการสร้างภาพด้านลบในตัวลูก ส่งผลให้ลูกขาดความมั่นใจ และกลายเป็นเด็กติดนิสัยโกหกขึ้นมาจริงๆ
5. ลูกมีพฤติกรรมไม่เชื่อฟังและต่อต้าน
เด็กที่ถูกเลี้ยงด้วยอารมณ์ส่งผลให้ลูกต่อต้าน อยากเอาชนะ พ่อแม่บอกให้ทำอะไร ก็จะไม่ทำ ยิ่งดื้อ ยิ่งต่อต้านมากขึ้น และใช้อารมณ์มากกว่าฟังเหตุผลของคุณพ่อคุณแม่
การใช้เหตุผล คุณพ่อคุณแม่แสดงให้ลูกเห็นว่าเราเป็นทีมเดียวกัน และให้ลูกรู้สึกเป็นคนสำคัญในการทำสิ่งนั้นจริงๆ ยกตัวอย่างเช่น ตั้งแต่ช่วงเริ่มหัดเดิน คุณพ่อคุณแม่สามารถสื่อสารให้ลูกฟังได้ว่างานที่พ่อแม่ต้องรับผิดชอบมีอะไรบ้าง และเริ่มแจกงานบ้านที่ต้องรับผิดชอบ สิ่งไหนที่ลูกอยากทำ เมื่อทำตามหน้าที่เรียบร้อยแล้ว คุณแม่อาจใช้วิธีขีดเครื่องหมายว่าได้ทำงานตามมอบหมายแล้ว ลูกจะเกิดความภูมิใจและเชื่อฟังคุณพ่อคุณแม่มากขึ้น
6. ลูกเข้าสังคมได้ยากและมีผลการเรียนแย่ลง
ผลกระทบจากการเลี้ยงลูกด้วยอารมณ์ไม่ต่างจากผลกระทบที่เกิดกับลูกที่ถูกทำร้ายร่างกายซ้ำๆ สมองส่วนหน้าที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างการรับรู้ทางสังคม รวมถึงสมองส่วนที่เชื่อมโยงการเรียนรู้ไม่สามารถพัฒนาได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้ลูกเข้าสังคมยาก และมีศักยภาพในการเรียนแย่ลง
การใช้เหตุผล แทนที่คุณพ่อคุณแม่จะใช้อารมณ์กับลูก ลองเปลี่ยนมาหาสาเหตุที่แท้จริงของพฤติกรรมที่ไม่น่ารักของลูก ยกตัวอย่างเช่น ลูกร้องไห้ โวยวาย จริงๆ แล้วลูกอาจจะกำลังหิว หรือนอนไม่พอ คุณพ่อคุณแม่ควรถามและทำท่ารับฟังอย่างตั้งใจ ไม่ใส่อารมณ์ไปตามอารมณ์แปรปรวนของลูก
นอกจากนี้ควรบอกเวลาให้ลูกรู้ตัวล่วงหน้า ยกตัวอย่างเช่น พาลูกไปว่ายน้ำ ควรบอกลูกว่าอีกห้านาที คุณแม่จะกลับบ้านแล้ว เพื่อให้ลูกเตรียมตัวเตรียมใจก่อนกลับบ้าน หรือให้ตัวเลือกกับลูก ยกตัวอย่างเช่น “ลูกอยากว่ายน้ำต่ออีกห้าหรือ สิบนาทีดีนะ”

นางสาวชนิภรณ์ เผ่าเพ็ง เลขที่ 
บทความเรื่อง "พฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กปฐมวัย"

           พฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กปฐมวัยนั้นเกิดขึ้นในเด็กวัย 2-5 ปีเพราะเด็กในวัยนี้นั้นขาดการควบคุมอารมณ์ของตัวเอง หรือพื้นเพของเด็กนั้นเป็นคนเลี้ยงยาก ปรับตัวยาก ปรับตัวยาก จึงทำให้เด็กนั้นมีความคับข้องใจและแสดงออกโดยการอาละวาดและอาจแสดงวาจากิริยาก้าวร้าวได้ ซึ่งสาเหตุของการเกิดพฤติกรรมก้าวร้าวอาจมาจาก
1.สาเหตุทางชีวภาพ อาจเกิดจากการภ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่นการที่พ่อแม่มีอารมณ์ร้าย ดุ ฉุนเฉียวง่าย จึงอาจจะส่งผลถึงลูกได้
 2. สภาพจิตใจของเด็ก เด็กไม่มีความสุข เศร้า กังวล ขี้ตื่นเต้น ตกใจง่าย เด็กที่คับข้องใจบ่อย ๆ และถูกกดดันเสมอ ๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้เด็กหงุดหงิดและอาจแสดงวาจากิริยาก้าวร้าวได้
 3. การเลี้ยงดูภายในครอบครัว
            - การทอดทิ้งไม่เอาใจใส่ดูแลเด็ก
             - การลงโทษรุนแรง
             - การตามใจและยอมตามเด็กเสมอ
             - การทะเลาะกันภายในครอบครัว
             - การยั่วยุอารมณ์ให้เด็กโกรธ
             - การขาดระเบียบวินัยในชีวิต
             - การที่เด็กทำผิดแล้วผู้ใหญ่ให้ท้าย
             - การสื่อความหมายไม่ชัดเจน ทำให้เด็กสับสน กังวล ไม่รู้จักความผิดที่แน่นอน

 4. จากสภาพสังคม สิ่งแวดล้อม เด็กได้ดูสื่อต่างๆที่มีความรุนแรงทางสังคม การรับรู้ถึงท่าที ทัศนคติที่ไม่ดีของคนรอบข้างสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวกระตุ้นและเร้าให้เด็กนั้นเลียนแบบพฤติกรรมที่ได้เห็นมา

  วิธีป้องกันและแก้ไข
          1. ผู้ใหญ่ต้องหยุดการกระทำอันก้าวร้าวของเด็กโดยทันที และต้องไม่ตอบโต้ด้วยความรุนแรง อาจจะควบคุมพฤติกรรมของเด็กด้วยการรวบมือและรวบตัวของเขา และบอกว่าทำสิ่งนั้นไม่ได้

          2. แนะนำทางออกอื่นให้เด็ก เช่น เมื่อเด็กโกรธกันขึ้นมา ก็สามารถเดินมาบอกผู้ใหญ่ให้ว่ากล่าวคู่กรณีได้ แต่ตีกันไม่ได้

          3. ไม่ควรตอบตกลง หรือต่อรองกันในขณะที่เด็กมีอารมณ์หรือพฤติกรรมก้าวร้าว เพื่อให้เด็กเรียนรู้ว่า ผู้ใหญ่จะตอบสนองความต้องการของเขา เฉพาะในช่วงที่อารมณ์สงบ และมีพฤติกรรมที่เหมาะสมเท่านั้น

          5. การลงโทษเด็กไม่ควรใช้ความรุนแรง อาจใช้วิธีแยกเด็กอยู่ตามลำพังระยะหนึ่ง โดยมีการสื่อให้เด็กเข้าใจว่า การรบกวนผู้อื่นเป็นสิ่งไม่สมควร เมื่อสงบแล้วค่อยมาพูดจากันใหม่

          6. ฝึกให้เด็กรับผิดชอบต่อการกระทำที่ไม่เหมาะสมของตนเอง เช่น ซ่อมแซมของที่ชำรุดเสียหาย โดยพิจารณาตามความเหมาะสม

          7. หลีกเลี่ยงการตำหนิ ต่อว่า เปรียบเทียบ ให้เด็กรู้สึกเป็นปมด้อย


ประเมินตนเอง :ตั้งใจนำเสนอบทความ ตั้งใจฟังเพื่อน

ประเมินอาจารย์ :เป็นกันเอง สอนสนุก
ประเมินเพื่อน :ตั้งใจฟังเพื่อนนำเสนอบทความ

ครั้งที่5 ขาดรูป

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 5
วันศุกร์ ที่ 7มกราคม 2562 เวลาเรียน 08:30 - 11:30 น.
  อาจารย์กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด

วิธีการศึกษาพฤติกรรมเด็กปฐมวัย
1. การทดลอง (Experimental Method)  เป็นการศึกษาพฤติกรรมในทางจิตวิทยาที่เป็นวิทยาศาสตร์สูงมาก โดยมุ่งศึกษาความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลระหว่างเหตุการณ์สองเหตุการณ์
2. การสำรวจ (Survey Method) เป็นการศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์เช่นกัน แม้ว่าจะไม่เข้มข้นนักก็ยังมีวิธีการศึกษาตัวแปรเหมือนการทดลอง แต่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรจะเป็นเหตุเป็นผลแก่กัน
3. วิธีการตรวจสอบจิตตนเอง(Introspection Method)วิธีการตรวจสอบจิตตนเองหรือวิธีการพินิจภายในนี้ หมายถึง วิธีการที่บุคคลสังเกตตนเองหรือสำรวจตนเอง โดยการให้บุคคลพิจารณาความรู้สึกของตนเอง สำรวจตรวจสอบตนเอง แล้วรายงานถึงสาเหตุและความรู้สึกของตนเองออกมา
4. วิธีทางคลินิก(Clinical Method)เป็นการศึกษาพฤติกรรมแบบลึก (In-Depth Study) รายใดรายหนึ่งโดยใช้เครื่องมือหลายอย่างเพื่อให้ได้ข้อมูลหลายๆด้านและใช้ระยะเวลานานเพื่อให้ทราบสาเหตุของพฤติกรรมของบุคคลนั้นๆตลอดจนได้ข้อความรู้ใหม่ๆที่จะนำไปใช้กับกรณีอื่นๆได้
 5. การสังเกตอย่างมีระบบ (Systematic Observation)พฤติกรรมเป็นจำนวนไม่น้อยจำเป็นต้องศึกษาในสถานการณ์ปกติที่สถานการณ์นั้นเกิดขึ้นโดยการเฝ้าสังเกตและบันทึกพฤติกรรมของกลุ่มตัวอย่างซึ่งเรียกว่าการสังเกตอย่างมีระบบวิธีการนี้ต้องนิยามพฤติกรรมที่จะสังเกตให้ชัดเจนและวัดได้
6. การใช้แบบสอบถาม(Questionnaire)การใช้แบบสอบถามเหมาะสำหรับในการศึกษาพฤติกรรมของบุคคลที่มีจำนวนมากและต้องการคำตอบอย่างรวดเร็วทำให้ประหยัดเวลาค่าใช้จ่ายอื่น
7. การทดสอบทางจิตวิทยา (Psychological Testing)แบบทดสอบทางจิตวิทยาเป็นเครื่องมือที่ใช้วัดลักษณะพฤติกรรมที่แอบแฝงอยู่ภายในตัวบุคคลซึ่งเป็นสิ่งที่บุคคลพยามยามปกปิดซ่อนเร้นไว้ จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม อาทิ การตรวจเช็คระดับสติปัญญา การวัดความถนัดและความสนใจ การตรวจลักษณะของบุคลิกภาพและอารมณ์ ซึ่งในขั้นตอนของการสร้างแบบทดสอบนั้น ต้องผ่านกระบวนการที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้ได้แบบทดสอบที่แม่นตรง

สรุปแล้ววิธีการศึกษาทางจิตวิทยาต่างๆเหล่านี้ไม่มีวิธีใดดีที่สุดการนำไปใช้ขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายของผู้ใช้เป็นสำคัญวิธีการสังเกตการสำรวจการใช้แบบสอบถามและการทดลองมักใช้ศึกษากับกลุ่มคนจำนวนมากๆและมักเป็นการศึกษาเพื่อหาความรู้โดยไม่สนใจพฤติกรรมเฉพาะตัวบุคคลส่วนวิธีการทดสอบการตรวจสอบจิตตนเองและการศึกษาประวัติรายกรณีมักใช้ในทางคลินิกเพื่อทำความเข้าใจหรือแก้ปัญหาเฉพาะบุคคล

ครั้งที่3

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 3
วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม 2562 เวลาเรียน 08:30 - 11:30 น.
  อาจารย์กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด


วันนี้เรียนเรื่องพัฒนาการเด็กปฐมวัย






พัฒนาการในแต่ละช่วงวัยว่าเด็กนั้นมีพัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงตามช่วงวัยอย่างไรบ้าง แต่ละช่วงวัยนั้นเด็กสามารถทำอะไรหรือิแสดงออกพฤติกรรมอะไรได้บ้าง รวมถึงวิธีการทดสอบความสามารถของเด็กในแต่ละช่วงวัยเพื่อให้ทราบว่าเด็กนั้นมีพัฒนาการตามวัยได้อย่างสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพมากแค่ไหน
 ซึ่งวิธีการเหล่านี้จะทำให้ทั้ง ผู้ปกครอง และครู นั้นสามารถทราบได้ว่าสเด็กแต่ละคนมีพัฒนาการที่ปกติตามวัยหรือไม่ หรือิถ้ามีความผิดปกติควรที่จะแก้ปํญหาอย่างไรบ้าง และสามารถส่งเสริมพํฒนาการการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับวัยของเขาได้อย่างไรบ้าง ทั้งนี้เพื่อให้เรานั้นเข้าใจเกี่ยวกับตัวเด็กและจัดประสบการณ์ให้เหมาะสมกับเด็กได้มากที่สุด


ประเมินตนเอง :ตั้งใจฟัง ตั้งใจเรียน
ประเมินอาจารย์ :เป็นกันเอง สอนสนุก
ประเมินเพื่อน :ตั้งใจเรียน

ครั้งที่2


บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 2
วันศุกร์ ที่ 17 มกราคม 2562 เวลาเรียน 08:30 - 11:30 น.
  อาจารย์กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด

วันนี้เรียนเรื่อง การศึกษาพฤติกรรม





ความหมายของพฤติกรรม
พฤติกรรม (Behavior) : หมายถึง กิริยาอาการ ที่แสดงออกทุกรูปแบบของสิ่งมีชีวิตเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้า ทั้งภายนอกและใน เป็นการแสดงออกที่เห็นได้จากภายนอก โดยรูปแบบของพฤติกรรมต่างๆ นั้นเป็นผลมาจากการทำงานร่วนกันของพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม
พฤติกรรม มีความหมาย ใน 2 แง่
    1.การกระทำต่างๆ ซึ่งสิ่งมีชีวิตกระทำขึ้นและผู้อื่นสังเกตได้จากการกระทำนั้น เช่น หัวเราะ ร้องไห้
    2.กระบวนการต่างๆที่บุคคลปฏิบัติต่อสภาพแวดล้อมของบุคคลเหล่านั้นโดยมีวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง และอยู่ภายใต้ความรู้สึก นึกคิด
พฤติกรรมเป็นกระบวนการ
  1. กิริยาที่แสดงออก (Acting)
  2. ความคิดเกี่ยวกับกิริยานั้น (Thinking)
  3. ความรู้สึกที่มีอยู่ขณะนั้น
  ฉะนั้นการศึกษาพฤติกรรม เป็นกระบวนการ ศึกษาเพื่อให้ทราบถึงต้นเหตุของการกระทำนั้นให้มากที่สุด และชัดเจนที่สุด
ประเภทของพฤติกรรม
      พฤติกรรมภายนอก (Overt Behavior) คือ การกระทำหรือปฏิกิริยาทางร่างกาย ที่ทั้งเจ้าตัวและบุคคลอื่นสามารถสังเกตผ่านอวัยวะรับสัมผัส/ประสาทสัมผัส (ตา หู จมูก ลิ้น หรือผิวหนัง) หรือใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ช่วยสังเกต
พฤติกรรมภายใน (Covert Behavior)คือกระบวนการที่เกิดขึ้นในตัวบุคคลจะโดยรู้สึกตัวหรือไม่รู้สึกตัวก็ตาม เป็นกระบวนการที่ไม่สามารถสังเกตได้และไม่สามารถใช้เครื่องมือวัดได้โดยตรง หากเจ้าของพฤติกรรมไม่บอก (บอกกล่าว เขียน หรือแสดงท่าทาง) ได้แก่ ความคิดอารมณ์ความรู้สึก ความจำ การรับรู้ ความฝัน รวมถึง การรับสัมผัสต่างๆ เช่น การได้ยิน การได้กลิ่นความรู้สึกทางผิวหนัง เป็นต้น

สิ่งเร้า  (Stimulus) 
สิ่งเร้าภายใน ได้แก่ สิ่งเร้าที่เกิดจากความต้องการทางกายภาพ เช่น ความหิว ความกระหาย สิ่งเร้าภายในนี้จะมีอิทธิพลสูงสุดในการกระตุ้นเด็กให้แสดงพฤติกรรม และเมื่อเด็กเหล่านี้โตขึ้นในสังคมสิ่งเร้าใจภายในจะลดความสำคัญลง สิ่งเร้าใจภายนอกที่เด็กได้รับรู้ทางสังคมจะมีอิทธิพลมากกว่าในการกำหนดว่าบุคคลควรจะแสดงพฤติกรรมอย่างไรต่อผู้อื่น

สิ่งเร้าภายนอก ได้แก่ สิ่งกระตุ้นต่างๆ สิ่งแวดล้อมทางสังคมที่สามารถสัมผัสได้โดยประสาททั้ง 5 คือ หู ตา คอ จมูก การสัมผัสสิ่งเร้าที่มีอิทธิพลที่จะจูงใจให้บุคคลแสดงพฤติกรรม ได้แก่ สิ่งเร้าที่ทำให้บุคคลเกิดความพึงพอใจที่เรียกว่า การเสริมแรง (Rein for cment) ซึ่งแบ่งออกได้ 2 ชนิดคือ

  การเสริมแรงทางบวก (Positive Rein for cment) คือสิ่งเร้าที่พอใจทำให้บุคคลมีการแสดงพฤติกรรมเพิ่มขึ้น เช่น คำชมเชย การยอมรับของเพื่อน
  การเสริมแรงทางลบ (Negative Rein for cment) คือ สิ่งเร้าที่ไม่พอใจหรือไม่พึงปรารถนานำมาใช้เพื่อลดพฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนาให้ลดน้อยลง เช่น การลงโทษเด็กเมื่อเด็กลักขโมย การปรับเงินเมื่อผู้ขับขี่ยานพาหนะไม่ปฏิบัติตามกฎจราจรมนุษย์โดยทั่วไปจะพึงพอใจกับการได้รับการเสริมแรงทางบวกมากกว่าการเสริมแรงทางลบ
ความหมายของการสังเกตพฤติกรรม
การสังเกตเป็นกระบวนการที่มีความเหมาะสม ในการประเมินพัฒนาการเด็กมากกว่าการใช้เครื่องมือการประเมินแบบเป็นทางการ การสังเกตเป็นวิธีการที่สามารถเก็บรายละเอียดพฤติกรรมทุกๆ ด้านของเด็กได้ดี และเป็นพฤติกรรมที่เป็นไปตามธรรมชาติ ข้อมูลที่ได้จากการสังเกต   สามารถบ่งชี้ความสามารถของเด็กได้ (Wortham, 1990, p. 214)

ประเมินตนเอง :ตั้งใจฟัง ตั้งใจทำกิจกรรม
ประเมินอาจารย์ :เป็นกันเอง สอนสนุก
ประเมินเพื่อน :ตั้งใจฟัง ตั้งใจเรียน

ครั้งที่14

  บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่  14 วันศุกร์   ที่  17 เมษายน  2562 เวลาเรียน  08:30 - 11:30    น .     อาจารย์กฤตธ์ตฤณน์   ตุ๊หม...